กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

เครื่องบินในร่มประเภท F1D

ในบรรดาเครื่องบินในร่มที่มีการจัดแข่งขันกันนั้น เครื่องบินในร่มประเภท F1D ถือเป็นเครื่องบินชนิดสุดยอดในหลายๆด้านคือสุดยอดในเรื่องเวลาบิน สุดยอดในการใช้ฝีมือในการสร้าง สุดยอดในเรื่องของวัสดุที่เอามาใช้ทำ
ความเป็นมาน่าจะเริ่มมีการสร้างและแข่งขันกันมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939-1945) แต่ได้มีการจัดแข่งชิงแชมป์โลกเริ่มตั้งแต่ปี 1961 เป็นต้นมา โดยมีสถานที่แข่งขันในประเทศต่างๆเช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น โรมาเนีย อิตาลี่ โปแลนด์ ฯลฯ ปัจจุบันจัดแข่งปีเว้นปีซึ่งในปี 2014 จัดไปที่ประเทศโรมาเนียและปี 2016 ก็จะจัดที่เดิมอีก
ในครั้งแรกๆนั้นกติกาเรื่องน้ำหนักกำหนดให้อยู่ระหว่าง 1-2 กรัม กางปีกไม่เกิน 65 ซม. ต่อมาก็กำหนดน้ำหนักของเครื่องบินว่าไม่ต่ำกว่า 1.2 กรัม ใช้ยางหนักไม่เกิน 0.6 กรัม กางปีกไม่เกิน 55 ซม. สำหรับกติกาปี 2015 นั้น กำหนดน้ำหนักขั้นต่ำ 1.4 กรัม น้ำหนักยางไม่เกิน 0.4 กรัม วัสดุที่ใช้บุก็จะเป็นไมโครฟิล์มซึ่งทำโดยใช้สารละลายเทลงบนผิวน้ำ มันก็จะแผ่กระจายเป็นแผ่นบางๆ ทิ้งไว้หลายชั่วโมงหน่อยแล้วก็ใช้โครงไม้ช้อนขึ้นมาเอาไปผึ่งลมไว้ให้แห้งสนิทก่อนจะเอามาบุโครงปีกหรือหางต่อไป ไมโครฟิล์มนี่จะบอบบางมาก เอานิ้วไปโดนเบาๆมันก็เป็นรูแล้ว เวลาที่จะเอาเครื่องบินไปแข่งก็ต้องใส่กล่องหรือลังไป ไม่ให้โดนลมไม่งั้นพัง เวลาถือเดินไปปล่อยก็ต้องเดินช้าๆ ไม่งั้นพังอีกเช่นกัน
F1D S.JPG
2015-4-19 20:23

ลำตัวจะใช้ไม้บัลซ่าที่บางขนาด 0.013 นิ้วมาม้วนเป็นแท่งกลมแล้วเสริมความแข็งแรงด้วยไม้ที่ตรงส่วนหัวและท้าย วัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างนอกจากไม้บัลซ่าชนิดเบาพิเศษแล้วก็สามารถใช้ลวดบอรอน ทังสเตนหรือเคฟลาร์เสริมความแข็งแรงได้ ลวดพวกนี้จะเล็กมากมองแทบไม่เห็นคือเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.003-0.007 นิ้ว
ใบพัดก็ไม่ได้ใช้ไม้เป็นแผ่นมาทำเพราะมันจะหนักไป เขาจะใช้ไม้บัลซ่ามาขึ้นเป็นโครงใบพัดคล้ายกับโครงปีกแล้วบุด้วยไมโครฟิล์มอีกเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีการทำกลไกเพื่อปรับมุมใบพัดได้อย่างอัตโนมัติเพื่อให้สอดคล้องกับแรงบิดของยางอีกด้วย
Prop.jpg
2015-4-19 20:23

F1D ในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ไมลาร์ฟิล์มแทนไมโครฟิล์มแทบหมดแล้วเพราะมีไมลาร์ฟิล์มที่บางมากๆน้ำหนักใกล้เคียงกับไมโครฟิล์มและการใช้งานก็ง่ายกว่าเยอะ รวมถึงทนกว่ามากด้วย มีการนำวัสดุประเภทคอมโพสิตมาใช้ทำโครงใบพัดแทนไม้บัลซ่า
อีกเรื่องที่สำคัญมากๆก็คือยางที่มาใช้เป็นกำลังขับเคลื่อน เดิมนั้นยางที่ดีที่สุดจะเป็นยางยี่ห้อ Pirelli สีเทาและดำซึ่งเลิกผลิตไปหลายสิบปีแล้ว ต่อมาก็มียางชนิด Tan II และ Super Sport ที่ผลิตขึ้นมาแทนซึ่งคนที่ทำเครื่องบินในร่มนี่ก็จะทดสอบว่ายางที่ผลิตมาว่าของเดือนไหนปีไหนที่จะให้กำลังได้ดีสุด ก็ได้ข้อมูลว่ายางที่ผลิตในเดิอน พ.ค. ปี 1999 และ เดือน มีนาคม ปี 2002 จะดีกว่าปีอื่น ยางพวกนี้ถึงจะผลิตมาหลายปีแล้วแต่ก็มีคนเก็บรักษาไว้ นานๆก็จะเอาออกมาประกาศขายทาง ebay ในราคาไม่ถูกเลย
ในเรื่องของเวลาที่ทำได้นั้น หากเพดานสูงๆแล้ว เครื่องบินประเภทนี้สามาถบินได้นานกว่า 30 นาที เพราะรอบยางที่หมุนนั้นกว่า 3,000 รอบ แต่ใบพัดจะหมุนด้วยรอบต่ำมากคือราว 50-60 รอบต่อนาที ความเร็วก็ช้ากว่าคนเดินอีก
images.jpg
2015-4-19 20:23
Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

ช่วงนี้พอมีเวลาว่างก็จะขอมาเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินประเภท F1D ให้อีกหน่อย
F1D นี้กำหนดน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1.4 กรัม แต่เครื่องบินมีกางปีก 55 ซ.ม. ก็นึกเอาเองแล้วกันว่ามันจะต้องพิถีพิถันกันขนาดไหนเพื่อจะสร้างเครื่องบินให้ได้น้ำหนักใกล้เคียงกับน้ำหนักขั้นต่ำ ผู้สร้างต้องคัดเลือกวัสดุทุกอย่างตั้งแต่ไม้บัลซ่าชนิด Contest grade มาทำโครงสร้าง ลำตัวก็จะใช้ไม้ที่บางขนาด 0.013-0.014" นิ้วมาม้วนทำ ไม้ชนิดนี้แทบจะมองทะลุได้เลย ลำตัวแบบม้วนนี้จำเป็นต้องมีการเสริมความแข็งแรงด้วยเส้นบอรอน (Boron fiber) ขนาด 0.003-0.004"จำนวน 2-3 เส้น โดยการเอาบอรอนมาทากาวติดเข้าไปที่ข้างลำตัว บอรอนนี้ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังถ้ามันเกิดหักแล้วทิ่มเข้าไปในผิวหนังก็จะเอาออกยากมาก

ไม้ที่เอามาทำลำตัวมองทะลุได้เลย
SAM_3280.JPG
2017-5-20 13:36


ลวดที่เอามาทำลวดแกนใบพัด ลวดเกี่ยวยางที่หางก็เป็นขนาด 0.010-0.012" กาวที่ใช้ในการติดชิ้นส่วนปีกและหางจะเป็นชนิด Cellulose ได้แก่กาว Duco หรือ UHU Hart ที่ใช้ติดไม้บัลซ่าโดยเฉพาะเนื่องจากมีความแข็งแรงและน้ำหนักเบา กาวนี้เขาจะใช้ผสมกับ Acetone ในปริมาณ 1:1 และการจะทากาวก็ทาเฉพาะจุดที่ต้องการจริงๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่สามารถควบคุมตำแหน่งและปริมาณกาวได้ถูกต้อง

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทากาว
SAM_3277.JPG
2017-5-20 13:36


ชิ้นส่วนปีกและหางนั้นเขาจะประกอบโดยยังไม่มีมุมยก เมื่อบุฟิล์มแล้วจึงค่อยทำมุมยกทีหลัง กาวที่ใช้จะเป็นการ 3M Super 77 โดยพ่นเหนือชิ้นส่วนให้กาวที่พ่นตกลงมายังชิ้นส่วนไม่ได้พ่นลงโดยตรงกับโครงปีกหรือหางเพราะปริมาณกาวจะมากเกินไปเป็นการเพิ่มน้ำหนัก การตัดชิ้นส่วนต่างๆนั้นเขาจะใช้ใบมีดโกนหักเป็นชิ้นเล็กๆมาติดกับด้ามไม้ในการตัด ไม่ได้ใช้มีดคัตเตอร์เพราะใบมีดหนาเกินไป วัสดุที่เอามาบุปีกและหางนั้น ปัจจุบันจะใช้ไมลาร์บุกัน เมื่อบุฟิล์มเรียบร้อยแล้วก็ต้องมีการตัดไมลาร์ตามขอบที่เกินๆอยู่ออกโดยใช้ใบมีดโกนที่ยังไม่เคยใช้มาทำการตัดแต่ง เมื่อใช้ไปครั้งหนึ่งแล้วก็ต้องทิ้งไปไม่นำมาใช้อีก อีกวิธีก็คือใช้หัวแร้งที่ความร้อนไม่สูงมากมาตัดฟิล์มออก

ลองเปรียบเทียบน้ำหนักของไมลาร์กับกระดาษอีซากิ สำหรับพื้นที่ 1 ตารางเมตร ไมลาร์จะหนัก 2.2 กรัม ในขณะที่อีซากิจะหนักถึง 11 กรัม ถ้าเครื่อง F1D มีพื้นที่ปีกและหางประมาณ 120 ตารางนิ้ว หากใช้ไมลาร์ 1.4 ไมครอนมาบุ น้ำหนักไมลาร์จะอยู่ที่ 0.17 กรัม

SAM_3281.JPG
2017-5-20 13:36


ไม้ชนิดที่เอามาทำ F1D จะคัดพิเศษ มีการระบุความหนาและน้ำหนักไว้ทุกแผ่น ขนาดจะประมาณ 1 1/2" x 18" จะไม่มีขนาดใหญ่เท่ากับไม้บัลซ่าที่ขายทั่วไป
Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

คราวนี้จะเขียนเพิ่มเติมในเรื่องของ โบรอนไฟเบอร์ (boron fiber) ว่ามันคืออะไร ใช้ทำอะไรกับเครื่องบินประเภท F 1D โบรอนไฟเบอร์เป็นเส้นไยขนาดเล็กมากๆคือ 0.003-0.004" ลักษณะและคุณสมบัติเหมือนเส้นลวดผสมกับเส้นด้าย ใช้เสริมความแข็งแรงสำหรับลำตัวและแกนใบพัด (spar) การใช้งานก็คือเอามาติดกับลำตัวชนิดม้วนที่ตำแหน่ง 4 และ 8 นาฬิกา การติดนั้นต้องใช้ Jig ในการช่วยดึงให้โบรอนตึงก่อนที่จะทากาว อาจใช้กาวแบบที่ใช้ในการทำโครงสร้างในการติดหรืออาจใช้กาวที่ยังไม่ได้เจือจางทาบนเส้นโบรอนปล่อยให้แห้ง พอมาติดกับลำตัวก็ใช้ Acetone เป็นตัวทำละลายให้โบรอนติดกับลำตัวก็ได้ สำหรับการติดที่แกนใบพัดเขาจะติดทั้งสี่ด้านเลย
ข้อที่ต้องระวังก็คือโบรอนที่มีขนาดเล็กมากๆนี้ถ้ามันหัก ส่วนมากมันจะหักออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งถ้าตำผิวหนังเข้าไปจะเอาออกได้ยากมาก ดังนั้นวิธีตัดก็ให้เอาตรงที่จะตัดทาบลงบนกระดาษกาวที่ไม่เหนียวมากเช่น Masking tape และต้องรวบรวมชิ้นส่วนที่หักออกมาไปทิ้งในที่ๆปลอดภัยด้วย

การสร้างเครื่องบินประเภท F 1D นั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ซึ่งคราวต่อไปจะมาว่ากันในเรื่องของใบพัดชนิดปรับมุมได้ (Variable pitch propeller) ต่อไปครับ
Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

Variable Pitch Propeller หรือใบพัดที่ปรับเปลี่ยนพิทช์ได้เองเมื่อปล่อยไปแล้ว เหตุผลว่าทำไมถึงต้องให้มันเปลี่ยนได้ก็เพื่อต้องการให้ใบพัดนั้นใชัพลังที่มาจากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั่นเอง ยางที่เราหมุนรอบไปแล้วนั้นเมื่อปล่อย ตอนแรกยางจะมีกำลังมาก ถ้ามุมพิทช์น้อยไปใบพัดก็จะหมุนเร็วมากทำให้เวลาที่อยู่ในอากาศลดลง ในทางตรงกันข้ามพอแรงยางลดลง มุมพิทช์ที่สูงไปก็จะกินแรงยางจนอาจจะทำให้ใบพัดหมุนช้าลงก็จะไม่สามารถสร้างแรงยกให้กับเครื่องบินได้ ถ้าหากสามารถสร้างใบพัดที่ปรับมุมให้สอดคล้องกับแรงยางได้ เครื่องบินก็จะอยู่ในอากาศได้นานกว่าอย่างแน่นอน
ส่วนประกอบหลักๆก็จะเป็นลวดสปริงที่ใช้ต้านแรงบิดของยาง ก้านโยกเพื่อเป็นตัวปรับมุม สกรูขนาดเล็กเพื่อตั้งมุมใบพัดว่าจะให้สูงสุดและต่ำสุดแค่ไหน นอกจากนั้นก็มี ท่อกระดาษใส่ใบพัด ลวดแกนใบพัด
วัสดุที่จะเอามาทำนั้นค่อนข้างจะหายากเพราะต้องเป็นวัสดุที่เบาและเล็กมากๆ ลวดแกนใบพัดจะเป็นขนาด 0.016-0.018" ลวดสปริงก็เป็นขนาดประมาณ 0.009" ก้านโยกจะเป็นพวกคาร์บอนไฟเบอร์หนาประมาณ 0.012-0.014" สกรูพลาสติกขนาด 00 80-00 90 ซึ่งประมาณ 1 มม.ยาว 1/2"ใช้ 2-3 ตัวแล้วแต่แบบ
ชุด VP ที่ทำเสร็จแล้วจะหนักประมาณ 100 mg ขนาดกว้างยาวราวๆ 1.5"x 1.5"
1706231906931ef689707ad59c.jpg
4 วันก่อน 12:01

170623190620eb3d957a132ed9.jpg
4 วันก่อน 12:01
Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

กลับไปยังรายบอร์ด